เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ฟัง

เมื่อวานนั่งคุยโทรศัพท์กับเพื่อน
เพื่อนปรึกษาเรื่องน้องสาว
ว่าน้องสาวมันมีปัญหากับเพื่อนๆ
เพื่อนเราบอกว่า มันไม่รู้ว่าลึกๆน้องสาวคิดยังไง
เราเลยบอกว่า สิ่งที่สำคัญในการให้คำปรึกษาใครสักคนก็คือการฟัง
เหมือนหมอน่ะ คนไข้ปวดท้องมา บางคนบอกได้ว่าปวดตรงไหน แบบไหน
แต่บางคนก็อธิบายไม่ถูก
หมอบางคนเลยต้องจับ ต้องกด แล้วคอยถามว่า ทำแบบนี้เจ็บไหม
ปวดตรงนี้ หรือ ตรงนั้นด้วยหรือเปล่า มีอาการอย่างอื่นบ้างไหม
การให้คำปรึกษาคนก็ไม่ต่างกันนะ
คนบางคนมีปัญหา สามารถวิเคราะห์ตัวเองได้ในระดับหนึ่งว่าเกิดอะไรขึ้น
บางคนสับสนจนพูดไม่รู้เรื่อง
คนฟังก็พาลสับสนไปด้วย พูดให้กำลังใจเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
เพราะบางทีคำพูดที่เราพูดไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากฟัง
มันเลยเดินทางไปไม่ถึงใจเขาเสียที
บางทีเราอาจจะต้องถามแล้วฟังให้มากๆ
ให้รู้ถึงปัญหาหรือจิตใจของคนคนนั้น
เพราะมองภายนอก เราคงไม่รู้หรอกว่าเขาคิดยังไง
แม้ว่าบางทีเราอาจจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา
เรากับเขาก็คิดกับคนละแบบไปก็ได้
ดังนั้นการคิดแทนก็มีแต่ทำให้คนที่เราต้องการคำปรึกษาอึดอัด
ส่วนที่สำคัญอีกอันหนึ่งของการให้คำปรึกษาคนคือ
พยายามอย่าเอาตัวเองเป็นมาตรฐาน
เราเคยนะเวลาเล่าเรื่องของเพื่อนเอ ให้เพื่อนบี ฟัง
บางทีเราก็จะอึดอัด เพราะเพื่อนบี บางทีก็ใช้มาตรฐานตัวเองคิด
ทำให้การตัดสินใจของเอ ดูเป็นการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมหรือผิดพลาด
มันอาจจะผิดพลาดในแบบของบี แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีงามในแบบของเอก็ได้
มันก็ต้องดูเป็นกรณีของแต่ละคนไป
เราบอกเพื่อนว่า เราชอบรับรู้ปัญหาของคนนะ
บางปัญหาเราก็เคยเจอ บางปัญหาไม่เคยเจอ
แต่ก็ทำให้รู้ว่า แม้จะคนละปัญหา คนละสิ่งแวดล้อมกัน
แต่ในชีวิตของแต่ละคน ก็คงมีสิ่งที่ไม่พอใจ สร้างความเจ็บปวดให้ชีวิตทั้งนั้น
พอได้รู้ชีวิตของคนอื่น ความรู้สึกว่าปัญหาตัวเองหนักอึ้ง เราเป็นศูนย์กลางของหลุมดำก็ลดลงๆ
ปัญหาใครก็หนักทั้งนั้นสำหรับเขา ดังนั้นเราก็ไม่ผิดแปลกอะไรที่จะมีปัญหา แต่เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป
แต่ก็นั่นแหล่ะ หลายคนทำตัวเป็นปัญหาของตัวเอง
นั่นคือ ทำตัวไม่ยอมรับความจริง ความจริงไม่ได้อย่างใจ แต่ยอมรับไม่ได้
ประเภทนี้เราก็เลิกคุยเหมือนกัน เพราะพอเริ่มเอาความจริงมาพูดก็จะโดนต่อต้านทันที
สิ่งแรกในการแก้ปัญหาก็คือการยอมรับสถานการณ์ ถ้าเราผิดก็ต้องยอมรับ
ยอมรับในความผิด ความห่วย ความซวย การตัดสินในผิดพลาดของตัวเองได้
ถึงจะเริ่มเปิดใจแก้ไขสิ่งที่ตัวเองพลาดมาได้
บางครั้งเวลาให้คำปรึกษาคนเราก็มีอารมณ์
ประมาณว่า ปัญหามันเกิดมาจากตัวเธอล้วนๆเลยนะ
แต่หลังๆเริ่มพยายามปลดปลง
ว่าคนเราได้รับผลของการเลือกของเขาเอง
เราก็มีชีวิตของเรา มีสิ่งที่เราต้องเลือก ต้องคิดเหมือนกัน
พยายามไม่ใช้ชีวิตแทนคนอื่น
เพราะมันใช้ไม่ได้
พอไม่ได้อย่างที่หวัง เราจะเครียดเปล่าๆ
เพราะเขาจะเลือกอะไรก็เรื่องของเขา
เราเคยเตือนเพื่อนเราเรื่องนึง
ว่าอย่าไปถามเลย มันดูไม่ดีนะ
เพื่อนเราก็ไปถามนั่นแหล่ะ
เราก็แบบ... เตือนแล้วนะ
เพืือนเราก็บอกว่า ก็อยากลองทำดูจะได้รู้ไว้
คราวนี้จะจำได้แล้ว ว่าเป็นอย่างที่เตือนจริงๆ
(โอ้... โอเค ชอบลองๆ ตามนั้น  :P 55555)

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อีกแล้ว

วันนี้ได้อีเมล์จากรีวิวเว่อร์มา
ยังไม่ได้เปิดอ่าน
แต่เรนโบส่งอีเมล์มา(ทางจีเมล์)
คร่าวๆคือ manuscript ที่ส่งไป
ต้อง generate seq เพิ่ม
เพราะไม่รู้ว่าใช้ตัวอย่างไหนมาทำ
ประเด็นคือเฟรดเป็นคนสกัดดีเอ็นเอ
แล้วเลเบลให้เราแค่ว่า
Pseudocodium แล้วก็บอกว่า ล้างครั้งที่หนึ่งกับสอง
แต่ไม่ได้บอกว่ามาจากตัวอย่างไหน
สรุปว่า ต้อง generate seq ใหม่
ซึ่งเรนโบก็ช่วยดี จอห์น (อาจารย์ของเรนโบที่ WA)
ก็อีเมล์บอกว่า ถ้าณัฐนันท์ไม่ทำ Morphology แล้ว
ก็ส่งตัวอย่างมาให้ John ก็ได้นะ
ตอนนี้เรากำลังร้องไห้อยู่
แบบว่า.. เฟรดสะเพร่าอีกแล้วล่ะ
คราวที่แล้ว ให้เราทำ Penicillus
เราทำเป็นเดือนๆ เพิ่งมารู้ว่า
เป็นสาหร่ายที่เคยมีรายงานมาก่อนแล้ว
ทั้งๆที่เฟรดสามารถ direct ให้เราทำ Morphology
ก่อนก็ได้ แต่เค้าสั่งสกัดดีเอ็นเอเลย
ตอนนั้นร้องไห้เป็นเผาเต่าเลย
แบบว่า ทำแทบตาย ไม่ได้อะไรเลย
คือเรายอมรับว่าเราไม่รู้
เราไม่อยากโทษเฟรดเลยนะ
แต่ทำไมไม่บอกเรา หรือทำไมสะเพร่าอย่างนี้
นี่มัน side project ซึ่งเราทำให้ฟรี
ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะต้องเสียเงินจ้างเค้าทำด้วยซ้ำ
ก็ถือว่าเราจะได้หัด
แต่ทำไมไม่ direct เราดีดีหน่อย
เราเสียเวลาทำเจ๊งเพราะเฟรดเยอะมากเลยนะ
ตั้งแต่สั่ง primer มาผิด
ปล่อยให้เราใช้ primer ผิด แล้วผลเจ๊งเป็นปีๆ
แล้วพูดเหมือนกับว่า เราโง่
ตอนที่เราเข้าไปถามแรกๆ ว่าต้องแก้ยังไง
ก็ไล่เราไปเปิดอ่านเปเปอร์
ทำไมบอกเราดีดีไม่ได้ล่ะ
ตอนนั้นเรนโบมาทำที่อะดิเลท
ก็แลบเฟลไปครึ่งปี
เพราะไพรเม่อร์ผิดๆของเฟรดนี่แหล่ะ
เหนื่อยมากเลยนะ
เราแบบว่า เออ กูโง่เองก็ได้
โง่ก็เลยผิด เสียค่าเวลาโง่
คือถ้าเราทำผิดเอง เราก็จะไม่ว่าเลยนะ
นี่แบบว่า.. อะไรเนี่ย
โอ๊ย..
มันก็จริงแหล่ะว่าเราแก้เค้าไม่ได้
ตอนนี้ต้องสู้ให้มากกว่าเดิม
บางทีก็อยากเล่าให้คนอื่นฟัง
แต่เล่าไม่ออก
มันเหมือนเล่าแล้วปัญหาก็ไม่ได้ดีขึ้น
จนแบบว่า..
เออ ไม่ต้องคิดแล้วว่าปัญหาเกิดจากอะไร
ตอนนี้ต้องแก้ๆลูกเดียว
hang in there นะณัฐนันท์
มันมีแต่ต้องเดินไปข้างหน้าเท่านั้น

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ปรึกษา

วันนี้อยู่ในโหมดไม่ไหวแล้ว ต้องการระบาย
ก็เลยโทรไปหาถ้วย
โทรไปเล่าให้ฟังเรื่องที่เราเป็นที่ปรึกษาคนอื่น
แล้วเหนื่อยเหลือเกิน
โทรไปเล่าเรื่องของตัวเอง
ซึ่งก็เหนื่อยใจไม่แพ้กัน
เรากะถ้วยมีความคิดตรงกันหลายๆอย่าง
เพื่อนเราบางคนบอกว่า
ให้ลองพิจารณาอีกที
แต่เรารู้สึกว่า
ของบางอย่างที่ทำลายสมาธิเรา
เราก็ต้องปล่อยไป
เราเคยเขียนบลอกอันหนึ่ง
ประมาณว่า
ถ้าไม่คิดจะบิน
ก็ทิ้งปีกเถอะ
ตอนนี้เราจะบิน
เราคงต้องทิ้งครีบทิ้งเกล็ด


เราคงจะคิดไม่เหมือนคนอื่น
เพราะถ้าเรารักใครสักคนมากๆ
เราจะไม่พูดจาอะไรให้เขาลำบากใจ
เราจะพูดตรงแต่ไม่กดดันเขา
เพราะเรารู้ว่าความสุขของเราก็คือการเห็นเขามีความสุข
เห็นเขาทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เห็นเขาขยันและทำงานหนัก
พอเห็นเขามีความทุกข์ มีความเครียด
ก็อยากเป็นคนแรกๆที่ปลอบใจ
ตอนนี้เราไม่สบายใจทุกๆวันเลย
เราเลยมองว่า
เราคงเป็นคนคนละประเภทกัน
แล้วเราก็สงสัยว่า
ทำไมเราถึงทำให้ตัวเองไม่มีความสุขด้วย

เราถามถ้วยว่าถ้าถ้วยเป็นเรา
ถ้วยจะทำไง
ถ้วยก็บอกว่า ก็จะหายไปเฉยๆ
เราก็บอกถ้วยว่า
เราก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน
แต่ยังไม่กล้าพอ
เราเกลียดที่จะทำให้คนอื่นไม่สบายใจ
แต่ถ้าเรากดดันมากๆจริงๆ
เราก็คงจะทำอย่างนั้น
แล้วเราก็ถามถ้วยว่า
ถ้าถ้วยเป็นอีกฝ่ายหนึ่งล่ะ
ถ้วยจะเอายังไง
ถ้วยก็บอกว่า
ถ้วยจะเข้ามาคุยกับเรา
เราก็บอกถ้วยว่า
เราก็คิดอย่างนั้น
คิดอย่างนั้นมานานแล้ว
แล้วมันยิ่งทำให้เราสงสัย
ว่าเราคิดตรงๆง่ายๆเกินไป
หรือว่าใครบางคนอาจจะใช้ชีวิตอยู่คนละคลื่นความถี่กับเรา
เราว่าเรามีเหตุผลและซื่อตรงต่อความรู้สึกมากๆเลยนะ
หรือว่าจริงๆแล้วเราไม่ควรจะทำเช่นนั้น
เราอาจจะใจดีเกินไปก็ได้


ถ้วยก็เล่าให้ฟังเรีื่องแฟนมัน
แอบไปคุยอี๋อ๋อกับสาว
แล้วมันไปแอบอ่าน
มันบอกว่า อ่านแล้วจี๊ดเลย
ส่งแมสเซสไปเคลียร์ทันที
แต่แฟนมันแม่มดันอ้างโน่นอ้างนี่
จนโดนโกรธนั่นแหล่ะ
ก็พูดไปตรงๆว่าไม่มีอะไรแต่แรกก็หมดเรื่อง
แอบสมน้ำหน้า
ทำไมต้องทำให้เรื่องมันยากๆก็ไม่รู้
สงสัยจะว่างงานจัดไม่มีอะไรทำ

เห้อ....

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

could you leave me with a scar?

He left a card and a bar of soap with
scrubbing brush next to a note,
That said "use these down to your bones".
And before I knew I had shiny skin and
it felt easy being clean like him,
I thought "this one knows better than I do"

A triangle trying to squeeze through a circle
He tried to cut me so I'd fit

And doesn't that sound familiar?
Doesn't that hit too close to home?
Doesn't that make you shiver; the way things could've gone?
And doesn't it feel peculiar that everyone wants a little more. So that I do remember to never go that far,
Could you leave me with a scar ah-ah?

So the next one came with a bag of treats,
She smelled like sugar and spoke like the sea
She told me don't, trust them trust me.
Then she pulled at my stitches one by one,
Looked at my insides clicking her tongue,

And said "This will all have to come undone".

A triangle trying to squeeze through a circle,
She tried to blunt me so I'd fit.

And doesn't that sound familiar?
Doesn't that hit too close to home?
Doesn't that make you shiver;
the way things could have gone?
And doesn't it feel peculiar,
that everyone wants a little more?
So that I do remember to never go that far,
Could you leave me with a scar?

I think I realized just in time,
about my old self was hard to find.
You can bathe me in your finest wine but I'll never give you mine.
'Cos I'm a little bit tired of fearing that
I'll be the bad fruit nobody buys,
Tell me, did you think we'd all dream the same?

And doesn't that sound familiar?
Doesn't that hit too close to home?
Doesn't that make you shiver;
the way things could have gone?
And doesn't it feel peculiar
that everyone wants a little more?
so that I do remember to never go that far,
Could you leave me with a scar?
could you leave me with a scar? ah-ah-ah.

could you leave me with a scar?




ชอบเนื้อเพลงจัง

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เดินไปให้สุดทาง บางทีที่นั่นอาจจะมีคำตอบ

เคยคุยกะแทมมี
บอกว่าตอนนี้แม้จะไม่มีใคร
เราก็คงอยู่ได้
แทมมีบอกเราว่า
อยู่ได้น่ะมันอยู่ได้
แต่อยู่อย่างมีความสุขหรือเปล่า
เราตอบว่า
เราก็ไม่รู้
อาจจะดีกว่านี้
หรือแย่กว่านี้
แต่เราก็ยังมีชีวิตอยู่


มันมีด้วยเหรอ
ของในโลกที่จะยืนยง
ไปมากกว่าความเปลี่ยนแปลง



ในเมื่อตัดสินใจแล้ว
หากไม่ทำตามที่ตัดสินใจ
เท่ากับไม่เคารพตัวเอง
เดินไปให้สุดทาง
บางทีที่นั่นอาจจะมีคำตอบ

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แป๊ะอารายเนี่ย

นั่งอ่านเปเปอร์นึง
เขียนแล้วอ่านไม่รู้เรื่องอย่างแรง
พอเลื่อนขึ้นไปดู
อ่าว คนเขียนอยู่เมกานี่
กลับไปอ่านอีกรอบ
ชิท... อ่านไม่รู้เรื่อง
เราอ่านอันอื่นรู้เรื่องนะ
แต่อันนี้ดูเหมือนจะเข้มคลั่ก
แบบต้องใช้สติสัมปชัญญะอย่างแรง
(ไม่มีสินะ)
เลยกลายเป็นว่า
ไม่อ่านมันแระ...

บางทีการพรีเซนต์ก็เป็นส่วนสำคัญของผลงาน
คำพูดที่ลึกซึ้งถ้าไม่เข้าถึงผู้ฟัง
ก็กลายเป็นคำพูดที่ลึกไปจนเอื้อมไม่ถึง

แต่ก็น่ากลัวอยู่ว่า
คนบางพวกถนัดแต่พรีเซนต์
พรีเซนต์จนดูดี
ทั้งๆที่ข้างในก็งั้นๆ
ในขณะที่ของดีดี
ที่ไม่ถูกพรีเซนต์
ก็ถูกทิ้งไว้อย่างไร้ค่า
เขาถึงว่าใช้ชีวิตต้องมีศิลปะ(บ้าง)
แต่ถ้ามีศิลปะมากไป
จะกลายเป็นสร้างภาพ

(ไม่ค่อยอินกะพวกสร้างภาพเท่าไหร่
พอได้รู้ความจริงแล้วเหมือนถูกหักหลังยังไงไม่รู้ว์)

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คนดี

คนดีก็มีข้อดีข้อเสียในแบบของคนดี
คนเลวก็มีข้อดีข้อเสียในแบบของคนเลว

ถ้ามองเห็นว่าสองบรรทัดข้างบนน่ะไม่จริง
แสดงว่าคุณกำลังมองโลกด้านเดียวอยู่หรือเปล่า

เพราะโลกไม่ได้มีแค่ดำกับขาว
แม้แต่เทายังมีหลายเฉดสี
นับประสาอะไรกับมนุษย์
ที่เปลี่ยนแปลงและแย้งย้อน
เรามีความยุติธรรมพอที่จะตัดสินใครต่อใครได้หรือ
เราเป็นผู้พิพากษามาจากศาลฎีกาหรืออย่างไร
เราถึงสามารถกำหนดโทษให้ใครต่อใครได้
คนที่เราบอกว่าดี เป็นเพราะเรารู้จักเขาแค่เพียงเสี้ยวเดียว
ส่วนคนที่เราคิดว่าเขาเลว เป็นเพราะเขาทำอะไรให้เราไม่พอใจ
ก็เป็นได้ทั้งนั้น

มิพักถึงการบอกว่าคนนี้ฉลาดหรือโง่
เคยได้ยินคำพูดที่ยกมาจากคำพูดของไอสไตน์
ประมาณว่า
ถ้าเราเอาทักษะปีนต้นไม้มาเป็นเกณท์วัดความฉลาด
ปลานี่จัดว่าโง่เลยนะ
เราว่าคนฉลาดกับคนโง่อาจจะไม่มี
มีแต่คนที่คิดกับไม่ยอมคิด
คนที่พยายามเปลี่ยนแปลงโชคชะตา
หรือไหลไปกับกระแสของชีวิต
เราเชื่อว่าคนเราเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้
และกำลังพิสูจน์ความเชื่อนั้นอยู่
เราไม่ได้หวังจะเป็นคนดี
เพราะเราไม่มีทางเป็นคนดี
ในสายตาของคนทั้งโลกได้
มันต้องมีคนไม่พอใจ หมั่นไส้ หรือเข้าใจผิดเราได้

เพราะโลกเรามีหลายสี
ประสมปนเปกันไป
ไม่ว่าจะเกลียดสีไหน
มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลบหนีพ้น

/อาแมว

ชัด

ถ้ามองอะไรไม่ชัด
ให้ลองถอยมาไกลๆ
แล้วค่อยเดินเข้าไปเรื่อยๆ
เราจะค่อยๆมองเห็น
ว่าจุดที่ชัดที่สุดอยู่ตรงไหน

เรื่องนี้ใช้ได้ทั้งในการดูงานศิลปะ
การรักษาระยะของความสัมพันธ์
และการแก้ปัญหา

บ่อยครั้งที่เรามองปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเล็ก
และให้ค่ากับปัญหาเล็กๆ ว่าใหญ่เท่าช้าง
ทำให้เราแก้ปัญหาผิดวิธีการ
หรือทำให้ปัญหามันขยายใหญ่โต
ถ้าเราลองมองปัญหาจากหลายๆมุม
หลายๆระยะ บางทีอาจจะพบว่ามันไม่ใช่ปัญหา
หรือปัญหานี้ไม่ยากหรอกที่จะจัดการ

ในความสัมพันธ์ก็เช่นกัน
คนบางคนก็อยู่ใกล้เราได้ในระดับหนึ่ง
เหมือนกับอะตอมของธาตุต่างๆ
ซึ่งมีขนาดของรัศมีจำเพาะ
ในการรวมตัวของอะตอมเกิดเป็นโมเลกุลของสารต่างๆ
จะมีระยะทางที่จำเพาะระหว่างอะตอม
หากไกลกันมากเกินไป
อะตอมสองอะตอมก็ไม่สามารถสร้างพันธะได้
แต่ถ้าใกล้กันเกินไป
ประจุบวกที่อยู่ตรงกลางก็จะผลักกัน
สองอะตอมนี้จะต้องมารวมตัวกัน
อยู่ในจุดที่พอดิบพอดี
ถึงจะเกิดเป็นโมเลกุลของสาร
เหมือนที่ไฮโดรเจร(ก๊าซ)มารวมตัวกับออกซิเจน(ก๊าซ)
แล้วเกิดเป็นน้ำ(ของเหลว)


บางทีการมองเห็นและเข้าใจอะไรสักอย่าง
คงไม่ใช่แค่การจ้องลงไปในสิ่งนั้นอย่างไม่ลดละ
แต่อาจจะเป็นการสังเกตไปรอบๆ
มองสิ่งนั้นในมุมต่างๆ
ทั้งจากทางไกลและใกล้
แล้วเราอาจจะเข้าใจธรรมชาติ
และมองเห็นความเป็นจริงได้ชัดเจนขึ้น

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

loose - tight

เวิ่นเว้อมาร่วมอาทิตย์ตั้งแต่กลับมา
จึงตัดสินใจว่า
จะเล่น FB แค่ช่วงเวลาเช้าอย่างเดียว
มันควรจะได้เวลาเร่งเครื่องแล้วเนอะ ^ ^'''
เร่งบ้างผ่อนบ้างตามอัธยาสัย

ตอนแรกเราว่าจะรีบจบ
แต่เห็นมีซิมโพเซียมที่บาหลีเดือนเมษาปีสองพันสิบสาม
แล้วก็มีที่ฟลอริดาปีสองพันสิบสาม เดือนไหนไม่ีรู้
ถ้ายังเป็นนศ.อยู่ จะได้ขอทุนเดินทางได้ง่ายๆ
เอาเป็นว่ารีบเรียนก่องละกัน
เผื่อแลบไม่ออก 555++







เฮ่อ.. ทำไมปวดท้อง ท้องเสียบ่อยขนาดนี้
แล้วก็ชอบป่วยเพราะไม่ได้ทำกินอาหารตัวเองด้วยนะ
แต่ก็ขี้เกียจปรุงอาหารเองมั่กๆ
เมื่อกลางวันก็ลงไปสลบบนเตียงเพราะท้องเสีย
เราว่าีร้านเบรดทอป สาขาในเมือง ต้องใส่อะไรแน่ๆ
ทำเราท้องเสียมาสองรอบแล้ว
ตอนแรกนึกว่าผวาไปเอง แต่เราว่าใช่ง่ะ

เห้ออ..

ฝัน

ฝันว่าฟันหลุดไปสี่ซี่ แต่ไม่ได้เจ็บอะไร
เค้าบอกว่าฝันไม่ดี
เฮ่อ.. น่าจะมีเลขประกอบการแทงหวย
:P

เคยมีเพื่อนอยู่คนนึง
ฝันเกี่ยวกับคนที่มันชอบ
แล้วเอามาตีความเป็นตุเป็นตะ
เล่าให้เราฟังเป็นชม.ๆ
เรานั่งฟังไปทำไมก็ไม่รู้
แล้วก็มานั่งจิตตกว่าเค้าจะอะไรยังไงกะมัน
สงสัยมันหวังว่าความฝันจะบอกอะไรมันได้บ้าง

แต่เราควบคุมความฝันไม่ได้นี่นะ
แล้วถึงเราจะตีความอะไรได้
แต่เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ทุกอย่างมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป
ตามเงื่อนไขของเวลา
และความเป็นไปของสิ่งนั้นๆ
เราก็แค่ต้องทำใจยอมรับมัน
ก็เท่านั้นเอง
(แต่ตอนที่ต้องทำใจยอมรับ
มันไม่เท่านั้นเองอย่างที่พูดเท่าไหร่ใช่ไหม? 555)